เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
สํานวนสุภาษิตนี้ หมายถึงการที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หากคิดที่จะทำอะไรสักอย่างกับผู้อื่น ให้นึกถึงความรู้สึกของเขา โดยสมมติว่าหากตนเองถูกกระทำเช่นนั้นจะรู้สึกอย่างไร หากเรารู้สึกอย่างไร ผู้ที่โดนกระทำก็จะรู้สึกเหมือนกัน
นั่นคือ สำนวนสุภาษิต และ ความหมาย รู้จัก "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" คุณอาจเคยได้ยินมาว่า รู้เขารู้เรา คิดอย่างศัตรูคิด จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่การหัดเขียนเถียงตัวเองอาจพาคุณไปได้ไกลกว่าชนะคนอื่น เพราะถ้าเถียงตัวเองดีๆ คุณอาจชนะตัวเอง ซึ่งแค่ทำได้เพียงครั้งเดียว ก็อาจกลายเป็นชนวนให้มองเห็นและเข้าใจตนเองได้อย่างถ่องแท้ ........และไม่ใช่เอาแต่ดูอารมณ์ตัวเอง แต่รู้จักดูอารมณ์คนอื่นด้วย ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ว่าจะแผ่วหรือแรง การเห็นอารมณ์ของคนอื่นได้ตามจริง จะทำให้คุณรู้ชัดว่า ‘การเอาใจเขามาใส่ใจเรา’ อย่างแท้จริงนั้นทำกันอย่างไร
ถ้าเป็นสำนวน ภาษาอังกฤษ หาคำที่ใกล้เคียง ก็จะประมาณนี้ The only way to have a friend is to be one [ถ้าอยากมีเพื่อน ก็ต้องทำตัวให้เป็นเพื่อน ก็คือรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเองครับ
หรือจะเป็น Try to put yourself in my shoes ! กรณีอยากให้เขาเห็นใจเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น my shoes อย่างเดียว คืออาจจะเป็น Put yourself in his shoes !หรือ Put yourself in their shoes ! อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ
ข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็เกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน บางครั้ง ทำอะไรสักอย่างที่มีผลกระทบกับเพื่อนร่วมงาน หรือ เชื่อโยงกัน สิ่งที่อยู่ในใจของเรา ตรงนี้ผมหมายถึง เจตนา เขาอาจจะไม่ทราบ เจตนาของคุณก็ได้ ถ้าจะเพิ่มคำว่า "บริสุทธิ์" ต่อท้ายไปอีก นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเข้าใจ
เพราะคนบางคน เคยชินที่จะเข้าข้างตนเอง และมองคนอื่นด้วยอคติ กล่าวได้ว่าคนนั้น มองเป็นแค่มุมเดียว เห็นอยู่มุมเดียว เท่าที่สายตาและความคิดของตนเองบีบให้เห็น ฉะนั้นทางที่จะรู้จักตนเอง คงไม่ใช่ด้วยการระบายความในใจเหมือนเขียนไดอารี่ ข้อเท็จจริงคือ การเขียนไดอารี่อาจเป็นการส่งเสริมให้คนชอบเข้าข้างตัวเอง ยิ่งห่างไกลจากการทำความรู้จักตนเองเข้าไปใหญ่ แท้ที่จริงแล้ว คุณจะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุดจากสายตาของคนอื่น ไม่ใช่จากสายตาของคุณเอง.

คนเราผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาทั้งนั้น แม้คุณไม่เคยมีอำนาจวาสนาระดับโกงบ้านโกงเมืองได้ แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องเคยมีอำนาจหรืออิทธิพลพอจะเอาเปรียบใครบางคนใกล้ตัวบ้างเป็นแน่ ผมพูดแบบนี้ชักจะหนัก
แต่นั่นคือ ความจริง
วันนี้ผมไม่ได้มาระบายความในใจ หรือ อึดอัดกับอะไรนะครับ แต่สังคมของเรา เป็นแบบนั้นจริงๆ แก่นสารของการมีชีวิตอยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าไม่มีกิเลสบดบังจิตอยู่เลย จิตจะสว่างกระจ่างแจ้งดุจดวงจันทร์ไร้เมฆหมอก คนเราจะเริ่มฉลาดจริงก็ตอนเลิกเข้าข้างตัวเองและมีใจเปิดกว้างรับรู้ความจริงเท่านั้น.....
Fb-26
นั่นคือ สำนวนสุภาษิต และ ความหมาย รู้จัก "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" คุณอาจเคยได้ยินมาว่า รู้เขารู้เรา คิดอย่างศัตรูคิด จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่การหัดเขียนเถียงตัวเองอาจพาคุณไปได้ไกลกว่าชนะคนอื่น เพราะถ้าเถียงตัวเองดีๆ คุณอาจชนะตัวเอง ซึ่งแค่ทำได้เพียงครั้งเดียว ก็อาจกลายเป็นชนวนให้มองเห็นและเข้าใจตนเองได้อย่างถ่องแท้ ........และไม่ใช่เอาแต่ดูอารมณ์ตัวเอง แต่รู้จักดูอารมณ์คนอื่นด้วย ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ว่าจะแผ่วหรือแรง การเห็นอารมณ์ของคนอื่นได้ตามจริง จะทำให้คุณรู้ชัดว่า ‘การเอาใจเขามาใส่ใจเรา’ อย่างแท้จริงนั้นทำกันอย่างไร
ถ้าเป็นสำนวน ภาษาอังกฤษ หาคำที่ใกล้เคียง ก็จะประมาณนี้ The only way to have a friend is to be one [ถ้าอยากมีเพื่อน ก็ต้องทำตัวให้เป็นเพื่อน ก็คือรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเองครับ
หรือจะเป็น Try to put yourself in my shoes ! กรณีอยากให้เขาเห็นใจเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น my shoes อย่างเดียว คืออาจจะเป็น Put yourself in his shoes !หรือ Put yourself in their shoes ! อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ
ข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็เกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน บางครั้ง ทำอะไรสักอย่างที่มีผลกระทบกับเพื่อนร่วมงาน หรือ เชื่อโยงกัน สิ่งที่อยู่ในใจของเรา ตรงนี้ผมหมายถึง เจตนา เขาอาจจะไม่ทราบ เจตนาของคุณก็ได้ ถ้าจะเพิ่มคำว่า "บริสุทธิ์" ต่อท้ายไปอีก นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเข้าใจ
เพราะคนบางคน เคยชินที่จะเข้าข้างตนเอง และมองคนอื่นด้วยอคติ กล่าวได้ว่าคนนั้น มองเป็นแค่มุมเดียว เห็นอยู่มุมเดียว เท่าที่สายตาและความคิดของตนเองบีบให้เห็น ฉะนั้นทางที่จะรู้จักตนเอง คงไม่ใช่ด้วยการระบายความในใจเหมือนเขียนไดอารี่ ข้อเท็จจริงคือ การเขียนไดอารี่อาจเป็นการส่งเสริมให้คนชอบเข้าข้างตัวเอง ยิ่งห่างไกลจากการทำความรู้จักตนเองเข้าไปใหญ่ แท้ที่จริงแล้ว คุณจะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุดจากสายตาของคนอื่น ไม่ใช่จากสายตาของคุณเอง.
คนเราผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาทั้งนั้น แม้คุณไม่เคยมีอำนาจวาสนาระดับโกงบ้านโกงเมืองได้ แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องเคยมีอำนาจหรืออิทธิพลพอจะเอาเปรียบใครบางคนใกล้ตัวบ้างเป็นแน่ ผมพูดแบบนี้ชักจะหนัก
แต่นั่นคือ ความจริง
วันนี้ผมไม่ได้มาระบายความในใจ หรือ อึดอัดกับอะไรนะครับ แต่สังคมของเรา เป็นแบบนั้นจริงๆ แก่นสารของการมีชีวิตอยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าไม่มีกิเลสบดบังจิตอยู่เลย จิตจะสว่างกระจ่างแจ้งดุจดวงจันทร์ไร้เมฆหมอก คนเราจะเริ่มฉลาดจริงก็ตอนเลิกเข้าข้างตัวเองและมีใจเปิดกว้างรับรู้ความจริงเท่านั้น.....
Fb-26
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น